The PupaeJung's Blog

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 14, 2006

เพื่อนๆ กับ เราจะจบกันแล้วเหรอเนี่ย

อีกไม่กี่วันเองอ่ะ ที่จะได้อยู่กับเพื่อนๆ
อีกไม่กีสัปดาห์ ที่จะได้เป็น นักศีกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
อีกไม่กี่เดือน ที่จะต้องเริ่มต้นการทำงาน การเดินทางบนเส้นใหม่ของชีวิต

16 ปีสำหรับการเรียน ในห้องกับเพื่อนๆ และกับอาจารย์
4 ปีสำหรับความอิสระ แบบชีวิตวัยรุ่นๆ
4 ปีสำหรับความเป็นเกียร์ 39 ในมหาวิทยาลัยนี้
4 ปีสำหรับความสนุกสนาน กับเพื่อนๆ ทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน
1 ปีที่มีห้องสำหรับการทำงาน และทำอย่างอื่นๆ ที่ผมอยากทำ
1 ปีเต็มที่เพื่อนๆ ชวนผมเล่น DotA
และตอนนี้ เหลืออีกไม่กีอาทิตย์แล้ว !!!!

อย่างที่ผมว่าแหละ "ผมเหลือเวลาไม่มากแล้ว" สำหรับความสุขที่ผมได้รับมาตั้งแต่ ป.1 ถึง มหาวิทยาลัยปี 4

ผมกลัวที่จะต้อง รับผิดชอบสิ่งที่มาก หรือใหญ่โตกว่านี้
ผมกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
ผมกลัวที่จะต้องแยกกับเพื่อนๆ ผมไม่ชอบบรรยากาศของการลาจากกันไป ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว
ผมกลัวที่จะต้องมาหาสังคม หรือเพื่อนใหม่ๆ เพราะผมกลัวว่าผมกับเพื่อนเก่าๆ จะลืมกันไป ไม่สนิทกันเหมือนเดิม

แต่ ผมมั่นใจว่า ถ้าเพื่อนๆ แยกจากกันแล้ว ......
เมื่อมาเจอกันอีกครั้ง ในภายภาคหน้า เราจะมีความสนิทกันมากขึ้น เนื่องจากเราไปเจอสิ่งที่มากมายหลากหลายกว่าสิ่งที่เราเจอ
มีเรื่องให้เปรียบเทียบ กับเรื่องเก่าๆ
มีเรื่องฉุกให้คิดมากกว่า ตอนที่อยู่ด้วยกัน
และ มีเรื่องต่างๆ มากมายให้เราพูดคุยกันมากกว่าเดิม

ผมก็ได้แค่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะกลัวตัวเองจะพบกับคำว่า "เหงา"

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 05, 2006

เจ้าชายน้อย กับ ดากานดา


วันนี้ผม ได้ไปเดินงานเปิดท้ายมา (ที่หลังเต่า) กะว่าจะไปหาอะไรกิน ซึ่งวันนี้คนก็เยอะมากๆ แต่ก็ยังทนเดิน ดุ่มๆ ไปหาอะไรกิน - -"

และแล้วผมก็เจอ แผงขายหนังสือราคาถูกที่หนึ่ง เหลือบไปมองเห็นหนังสือเล่มนี้ พอดี ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมอยากได้มานานแล้วแหละ แต่หาไม่เคยได้สักที

ทำไมผมถึงอยากได้เล่มนี้ เหรอ ????

เพื่อนๆ หลายๆคนคงจำเรื่อง "เพื่อนสนิท" ได้ใช่ใหม บางคนก็ชอบ บางคนก็ว่า ธรรมดา แต่สำหรับผมเนี่ยถือว่า เรื่องนี้เข้าตากรรมการ (ของผม) ในรอบหลายๆ ปีมานี้เลย (เฉพาะหนังไทยนะ) ผมว่าเป็นเรื่องที่น่ารักดี เอาเรื่องใกล้ๆ ตัวมาเป็นเรื่องเป็นราวดี ก็เพราะว่าเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่เกิดกะตัวเองก็เกิดกะเพื่อนๆ คนอื่นแหละ เหอๆๆๆ (มั่วจริงๆตู)

เอาเป็นว่าผม ชอบมากละกัน (ผมชอบดากานดา แต่บักแมงสาบดันไปชอบนุ้ย อืมๆ ไอ้พวกมีปม เหอๆๆๆ)



ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของตอนในเรื่องที่ผม ชอบมากที่สุดเลย 2 ฉากเนี่ยแหละ

ดังนั้น หลังจากที่ผมดูหนังเรื่องนั้นเรียบร้อบโรงเรียนจีน ไปแล้วปมก็ได้ทราบมาว่า หนังเรื่องนี้ทำมาจาก นิยายเชิงท่องเที่ยว ที่ชื่อ "กล่องไปรษณีย์สีแดง"

ไม่เท่านั้น บักตอง เอาหนังสือเล่มนั้นมา อวด ผมอีกต่ะหาก ตอนนั้นยิ่งทำให้ต่อม ความอยากผมรุนแรงมากขึ้น ช่วงนั้นเพื่อนๆที่อยู่ห้องโปรเจค คนใหนจะเข้าเมือง จะได้ยินเสียงเป้ฝากชื้อ หนังสือเล่มนี้แทบทุกทีไป และแน่นอน ว่าหนังสือไม่เคยเหลือสักที (มันหมด ขาดตลาดจริงๆ)

ในที่สุดผมก็ได้มา (หลังจากที่ขวนขวายอยู่ประมาณ 3 อาทิตย์) โดยเพื่อนอาม ผู้ทุ่มเทกลับบ้านไปชื้ออยู่ที่อุดร มาให้ อุๆๆๆๆๆ (แล้วเสือกชื้อมา 2 เล่ม แบ่งกันอ่านไม่ได้เลย !!!!!! เพื่อนกรู)

และในตอนนี้ หนังเรื่องนี้ ก็ทำมาเป็นรูปแบบ DVD แล้ว นั่นก็คือถึงเวลา ที่ผมต้องสืบเสาะหาสิ่งที่ผมต้องการอีกแล้วหล่ะสิ (แต่คิดว่าคงหาไม่ยากหรอกนะ) แต่ก็เป็นเหตุบังเอิญ จริงๆ ที่ผมมาเจอหนังสือเล่มนี้ เสียก่อน ก็เลยจะได้มาครบ Collection แล้ว จะว่าไปก็ยังเหลือแต่ ดากานดา เนี่ยแหละที่ยังไม่ได้มาเป็นของตัวเองสักที หุๆๆๆๆ

วันอังคาร, มกราคม 31, 2006

เย็นนอก ร้อนใน

วันนี้ ผมเป็นร้อนในอีกแล้ว เจ็บปากมากม๊าก

ผมจึงเริ่มสงสัยว่า ทำไมผมถึงเป็นบ่อยนัก และทุกทีที่ผมกลับบ้านผมจะเป็นเกือบทุกทีเลยอ่ะ
ผมจึงไปหา ข้อมูลมางอินเทอร์เน็ต และก็ลองมาพิจารณาในชีวิตประจำวันดู

อ้างอิงจาก Wikipedia หัวข้อเรื่องร้อนใน :
..... สาเหตุของ"ร้อนใน"ไม่ทราบเป็นที่ชัดเจน แต่ปัจจัยที่มักจะก่อให้เกิด ความเครียด เหนื่อยล้า การนอนดึก การกัดโดน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การมีประจำเดือน การแพ้อาหาร หรืออาจเกิดจากการขาด วิตามิน B12 ธาตุเหล็ก หรือกรดโฟลิค ....

แล้วอ้างอิงจากชีวิตประจำวัน
ความเครียด : อย่างกะกรูเครียดกะเขาเป้น (หรือว่าเป็นตอนเล่นเกมวะ)
เหนื่อยล้า : เอ ช่วงนี้ กรูไปทำอาร้ายยยย ไม่เคยออกกำลังเล้ย
นอนดึก : อืม นอนตี 3 ทุกวันเลย เหอๆๆๆๆ
การกัดโดน : อันนี้ คนอื่นมากัดโดน รึป่าววะ ไม่แน่ใจ อิๆๆๆ
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน : กรูมีกะเขา ด้วยเหรอเนี่ย เพิ่งรู้ !!!!!!!
การมีประจำเดือน : ถ้ากรูมี คงน่าสนุกแน่เลย
การแพ้อาหาร : ในสาระระบบ ของผมไม่เคยมีเรื่องนี้เลย (แดกไม่เลือก)
การขาดวิตามิน : งั้นกรู คงเป็นง่อยไปนานแล้ว แหละ แสรดดด

แล้วมานึกถึงผลกระทบ หลังจากที่ผมเป็น นะ
1. ทำให้การโม้ของผมลดลงไป 30-40% เลยทีเดียว
2. ต่อมรับรส เผ็ดผมจะดีเป็นพิเศษ (ทั้งที่เกลียดของเผ็ดนะเนี่ย)
3. การสื่อสาร กับเพื่อนๆ จะเริ่มเป็นภาษากาย (ขี้เกียจพูด เจ็บปาก)
4. ผมต้องกินยา ทายา ทั้งๆที่ไม่ชอบเลย

แต๋ก็ดีที่
ประหยัดเงินค้า ข้าว กับค่าโทรศัพท์ ได้เยอะ เลย ฮ่าๆๆๆๆ (สรุปแล้วว่าผม จะสุขหรือทุกข์วะเนี่ย งง ???)

วันจันทร์, มกราคม 30, 2006

เที่ยวทั่วไทยไปกะ ป๊ะป๋าและม่ามี๊ ของเรา


ผมจำไม่ได้ แล้วว่าที่เที่ยวที่ผมไปครั้งแรกนั้น ที่ใหน และเมื่อไหร่ ??
ผมก็ ไม่รู้ว่าผมชอบการเดินทาง ธรรมชาติ อากาศดีๆ มาตั้งแต่ตอนใหน ??
แต่ผมรู้ตัวว่า ผมจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีสีสรร ถ้าหากว่าผมไม่ได้ไปเที่ยว หรือมี Movetivation ใปที่อื่นๆ

กลับบ้านไปคราวนี้ ผมก็ได้รู้ว่าผมเป็น 'นักผจญภัย' (เขียนถูกป่าวเนี่ย) มาตั้งแต่เด็ก
พี่น้องและญาติๆ หลายๆคน เล่าว่าผมเป็นคนรักการเดินทาง เหมือนพ่อผม !!!!!

พ่อผม เคยเป็นคนขับรถ 10 ล้อมาตั้งแต่วัยรุ่น หลังๆ ก็มาทำอาชีพค้าขาย ซึ่งทำให้ช่วงหลังๆ พ่อผมจึงไม่ค่อยได้เดินทางเท่าไร แต่ก็ชอบพาพวกผมไปเที่ยว ทุกๆปี ในประเทศไทยพ่อผม ไปมาทุกจังหวัดแล้ว (ทั้งไปเที่ยว และเดินทางแบบผ่านๆ ก็เหอะนะ)

ผม จึงไม่แปลกใจว่าผม จึงชอบการท่องเที่ยว
พ่อแม่ มักพาผมไปเที่ยวเสมอๆ เมื่อมีงานเทศกาลต่างๆ

ในสมัยเด็กๆ ผมมักเฝ้ารอ วันตรุษจีน กับวัน เชงเม้ง ทุกๆปี
เพราะจะเป็นช่วงการเดินทางใกลที่สุดในรอบปี เพื่อเที่ยวไปในที่ต่างๆ
ซึ่งนั่นแหละ ที่เป็นหัวข้อว่า ผมเริ่มท่องเที่ยว ตั้งแต่ตอนใหน ?

ซึ่งผม ก็มารู้คำตอบวันตรุษจีนปีนี้ นี่เอง (จากอาเจ๊ แหม่ม อยู่ที่ปากช่อง)
ว่า ........... ผมออกเดินทางตั้งแต่ อยู่ในท้องของแม่ !!!!!

ผมคาดว่าตั้งแต่ผมเกิด ถ้ารวบระยะทางในการเดินทางถึงตอนนี้ ผมสามารถที่จะเดินทางรอบโลกได้อาจจะถึง 20 - 30 รอบเลยทีเดียว (โดยใช้ข้อมูลของเกย์ ระยะทางของรถยนต์ที่บ้าน(3คัน) และมอเตอร์ไซด์ของผม อันนี้ยังไม่รวมการเดินทางโดย รถประจำทางนะ)

ซึ่งหลังๆ เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ ระยะการเดินทางในแต่ละปีของผม เหมือนจะลดลงเรื่อยๆ
เนื่องจากสาเหตุหลายๆ ประการ อย่างเช่น
- อายุอานามของพ่อผมก็มากแล้ว การเดินทางไกลก็เป็นเรื่องลำบากสำหรับพ่อผมมากขึ้น
- เวลาในการเรียนและทำงาน ทำให้ผมต้องรับผิดชอบเรื่องต่างๆ มากขึ้นและต้องสละเวลาในการท่องเที่ยวลง เป็นต้น

นี่เป็นเหตุผลบางประดารที่ ลดการเดินทางของชีวิตของผมลง !!!!!

ผมยังอยากที่จะรู้อยากจะเห็นอยู่ เรื่องที่ผมรู้นั้นยังไม่ถึงครึ่งหนึงของพ่อแม่ผมเลย

ผมมักคิดเสมอว่า
"ความรู้นอกห้องเรียนนั้น มีมากกว่าในห้องเรียนอย่างมหาศาล"
อาจจะเป็นเพราะว่า พ่อมักบอกให้ผมสังเกต ลักษณะต่างๆ ของชุมชนพื้นเมืองๆ ในขณะเที่ยว ว่าเขาทำมาหากินอะไร หรือว่ามีอะไรที่เราสามารถไปประยุกต์ใช้กับท้องถิ่นของเราใหม ??
ซึ่งพ่อผมก็ไม่ได้ทำแค่พูด
ท่านเอามาใช้อยู่บ้านจริงๆ อย่างเช่น ปลูกยาง หาแนวทางการเอาไม้มาประยุกต์ทำของเล่น เป็นต้น

ผมจึงหาเวลาในการ ท่องเที่ยวของผมให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความรู้ของตัวผมเองที่มีอยู่ อ่ะจึ๋งหนึง

ดังนั้น
การท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ ไปแค่หาความสนุก แต่เป็นการเพิ่มพูนความรู้ไปอีก นัยหนึ่งด้วย

ป.ล.
ตรุษจีน
ปีนี้ผม ไปเที่ยวที่โคราช ไปหาญาติๆ เท่านั้นเอง เพราะว่าเวลาบ้านเรานั้นมีจำกัด - -"

วันศุกร์, มกราคม 27, 2006

บ้านนอก ??!?

วันนี้ ผมก็ได้อยู่บ้าน อันแสนสงบสุข ณ ที่ๆ ห่างใกลความเจริญ (ม๊าก) และที่สำคัญ เป้นที่ๆ ผมรุ้สึกดี ที่สุด เพราะไม่มี อบายมุข เสียงรบกวน โสต ประสาทอะไรเลย (งานกับเรียน ผมก็ หนีมา เหอๆๆๆ)

บ้านผมอยู่ที่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ถ้าดูจากแผนที่จะหาง่ายมากๆ เพราะอำเภอของผมอยู่ตรงติ่งของตัวขวานทอง เลยแหล่ะ (สถานที่ติดกับ เขมรและลาว ซึ่งเรียกกันว่า 3 เหลี่ยมรกต)

วันนี้ รู้สึกว่ามีอะไร ดีๆ ให้เข้ามาคิดในชีวิต มากเลย เพราะว่า ตอนเช้าต้องไปออกงานพร้อม พ่อกระผมเอง

งานกีฬาสีโรงเรียน บ้านนาสามัคคี (โรงเรียนประถม อนุบาล-ป.6)
ไปนั่งเป็น ประธานในพิธี (เสยยยยย !!!!) ไปที่นั่น แล้วคิดอยู่ 2 อย่างคือ
1. คิดถึงตอน ประถม .......... เอ.... เราก็เคยเป็นแบบนี้นี่นา (ดูน่ารักดี)
2. คิดถึงความแตกต่าง กับโรงเรียนในเมือง เป็นสิ่งที่ผม คิดเรื่องนี้ได้นานที่สุดในช่วงเวลานั้น

คำถามผมจะผุดขึ้นมาเป็นพักๆ
เอ .......... ทำไม เขาไม่มีโอกาสเหมือนพวกเราเลย
เอ .......... ทำไม รองเท้าน้องคนนี้ใส่รองเท้า คนละข้าง (แบบว่าสีไม่เหมือนกันเลยนะ)
เอ .......... ทำไม พ่อแม่ของน้องๆ นักเรียนนี่แหละ มากันเยอะแยะจังเลย
เอ .......... ทำไม รัฐบาลไม่เข้ามาดูแลเด็กๆ พวกนี้บ้างเลย

และอีก หลายๆ เอ ......... ทำไม

ผม คิดอยู่อย่างงั้นนานมา แล้วตอนกลับก้อมาสรุปเรื่องที่ผมคิด
นั่งเสียใจ บ้างและก็ อดภูมิใจ ไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น
เรื่องที่รู้สึกเสียใจ ก็น่าจะรู้ๆ กันอยู่ (เรื่องความจน ความไม่เป็นธรรม)

แต่เรื่องที่ดีใจ เนี่ยทำให้ความรู้สึกผม เปลี่ยนไปทันทีเลย

ผมเข้าใจตัวเอง ขึ้นมานิดหน่อยๆ ว่าทำไมผมรักบ้านตัวเองจัง (ทั้งๆ ที่บางคนอาย แต่ผมกล้าบอก กล้าเปิดเผย และก็กล้าชวนเพื่อนๆ มาเล่นที่บ้านเลย อ้าว !!!!!)
ผม อดภูมิใจความเป็นบ้านนอกตัวเองไม่ได้ ผมว่าหายากพอควรนะ การที่กีฬาสีที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย มาเชียร์ลูกๆ หลานๆ ตัวเอง ผมเห็นภาพนี้ แล้วอยากจะเก็บเป็นภาพ ถ่ายไว้ (แต่เจือกไม่มีกล้อง !!!!)
ดูแล้ว มันก็ได้อีกอารมณ์ หนึ่ง จริงๆ

ผมรัก บ้านเกิด
ผมภูมิใจใน บ้านเกิด
ผม ต้องกลับมา พัฒนาบ้านเกิด อย่างแน่นอน (ต้องกลับมาอยู่แล้ว นี่หน่า !!!!!)

ป.ล.
พ่อผม ขายวัสดุ ก่อสร้าง แล้วบริจาคหนังสือ สาธานุกรม ให้โรงเรียน แล้วเขาเชิญไปเป็น ประธานเปิดงาน
ผม ก็เลยได้ ห้อยไปด้วย ซะงั้น

วันพุธ, มกราคม 25, 2006

ฟังเพลง แล้วฟังใจเราเอง ดูบ้าง



ในช่วงบางวัน หรือบางที เราจะชอบเพลงๆ อะไรเป็นพิเศษ ใช่ใหม ??
ผมก็เหมือนกันแหละ ชอบเพลงนู้น เพลงนี้ไปเรื่อยๆ และตอนนี้ ผมก็ชอบเพลงนี้ (ที่กำลังฟังอยู่นี่แหละ)

ทุกอย่างต้องมีเหตุผล ทำไมหลายๆ คนชอบเพลงแบบนี้
ผมไม่บอก แต่ทุกคน เขาใจได้ด้วยความรู้สึกตัวเองอ่ะนะ






ขอดาว
(http://music.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=2422)
Artist : Portrait

ขอ ฉันขอนั่งคุยด้วยได้มั๊ย ดวงดาว
ไม่มีอะไรจาทำ ขอนั่งคุยกันถึงเช้า
ก้อเหงาเพราะใครบางคนนั้น กลับมาเดินแยกทาง
ดาวฉันนมันไม่ดีพอให้รักใช่มั๊ย
รึอันที่จริง ตัวฉันโชคร้ายไม่เคยเจอะใคร
ที่เค้ารักจริงอย่างตัวฉัน หลอกลวงกันทุกที
* ดาวเธอเองก้ออยู่บนฟ้า
หากพอมีเวลาช่วยฉันสักที
ถ้ามองจากบนฟ้า
อาจจะเห็นว่าความรักแท้ยังมี
** ฉันนั้นเจอแต่คนใจร้าย
และสุดท้ายก้อต้องเจ็บช้ำทุกที
ขอดาวช่วยตามหา ช่วยกันมองหา หาคนใจดี
ดาว เธอเคยได้ยินเรื่องรักแท้บ้างมั๊ย
ฉันเองไม่เคยจะเห็นหน้าตามันเป็นอย่างไร
ไม่รู้ต้องรออีกนานมั๊ย กว่าจะเจอสักที



วันอังคาร, มกราคม 24, 2006

... เพื่อนสนิท ... [Recommended by Jadecy]


... เพื่อนสนิท ... .
.. ก็คือ เพื่อนธรรมดาๆคนนึง ที่ดันสนิทกันมากกว่าเพื่อนธรรมดาๆทั่วๆไป ... ...
.... ซึ่งมันก็ต้องมีอะไรหลายๆอย่าง ที่คล้ายๆกับเรามากกว่าเพื่อนคนอื่น ...
... ถึงจะมาสนิทกันได้ ... ...

... บางที อาจไม่ใช่นิสัย ...
... บางที อาจไม่ใช่หน้าตา ...
... บางที อาจไม่ใช่ฐานะ ...
... บางที อาจไม่ใช่ระดับความรู้ ... ...





... แต่มันอาจจะมีอะไรบางอย่าง ที่ต้องเป็น มั น ค น นี้ เ ท่ า นั้ น ที่ มี . . .
... บางครั้ง ...
... เราก็ไม่ไป ที่ที่เราอยากไป ...
... เพียงเพราะว่า มันไม่ไปด้วย ... ...

... บางครั้ง ...
... นั่งเงียบอยู่ได้ตั้งนาน แต่แค่เห็นหน้ามัน ...
... น้ำตาที่กลั้นไว้แทบตาย กลับทะลักออกมาได้จนหมด ... ...

... บางครั้ง ...
... ถ้ามีเสียงหัวเราะของมันด้วย ...
... เราจะหัวเราะได้ดังกว่านี้ ... ...

... บางครั้ง ...
... ร้อยคำปลอบใจของใครก็ไม่รู้ ...
... ยังอุ่นใจไม่เท่ามือมันที่แค่ตบเบาๆที่หัวไหล่ บอกเป็นนัยๆว่า กรูอยู่ตรงนี้ ... ...

... ... ชอบคำๆนึงที่บอกว่า ...
. . . เ ร า ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น แ ค่ เ พื่ อ น . . . . . . แ ต่ เ ร า เ ป็ น ตั้ ง เ พื่ อ น ต่ า ง ห า ก . . . ...
... เพราะเพื่อนมีความสำคัญมากๆ ...
... มากจนบางคนแยกไม่ออก เอาไปเปรียบเทียบกะแฟน ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ...
... ทั้งๆที่มันคนละเรื่องกันเลย ...

...
... ... แต่เมื่อเวลาที่เราอยู่ในห้วงของความรัก ...
... เพื่อน ... จะกลายเป็นส่วนเกินของโลกส่วนตัวเราทันที ...
... ไอ้เพื่อนสนิทผม มันคงจะชินแล้ว ...
... ที่เวลาผมมีรักทีไร ผมก็จะห่างๆมันไปทุกทีๆ ... ...
... เวลาที่จะกลับมานึกถึงมันได้อีกที ...
... ก็ตอนอกหักนู่นแหละ ...

... ก็เคยคิดเหมือนกันนะ ...
... ถ้าเราเป็นมัน จะรู้สึกยังไง ...
... คงจะประมาณว่า ...
... "แม่ง ... พอมีแฟนก็ลืมเพื่อน" ... ... "ห่านี่ กะกรูไม่เคยช่วยเหียกไรเลย ทีกะแฟนแมร่งแทบถวายหัว" ...
... "ต้องเลิกกะแฟนก่อนถึงจะจำเบอร์โทรกรูได้ใช่ไหม แสรดดด" ..

... ... คิดๆดูแล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ...
... เพราะเวลาที่กำลังมีความสุขในห้วงของความรัก ...
... ก็แทบไม่ได้จะไปเที่ยวไหนกับมันเลย ...
... นานๆถึงจะได้คุยกันที ... ...

... แต่พอผิดหวัง พอเจ็บตัวขึ้นมา ...
... นาทีนั้นอยากกดโทรศัพท์ไปหามันก่อน ...
... อยากให้มันรับโทรศัพท์ก่อน ...

... ซึ่งบางทีมันนอนไปแล้ว ผมก็จะไล่มันกลับไปนอน ...
... ไม่ต้องตื่นขึ้นมาฟังเรื่องราวใดๆทั้งนั้น ...
... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แค่มันรับโทรศัพท์ ก็พอแล้ว ... ...

... แบบนี้ละมั้งที่เค้าว่า ...
... 'เพื่อน คือคนที่สามารถนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ' ...
... 'แต่ลุกจากกันไปได้เหมือนคุยกันไปนับล้านคำ' ...

... ... แต่แทนที่มันจะด่าผมว่า อกหักแล้วค่อยนึกถึงเพื่อน ... ... กลับกลายเป็นว่า
... ผมต้องได้ยินคำนี้ ตลอด ทั้งๆที่มันจะเยอะเย้ย สมน้ำหน้ายังไง ก็เหอะ
... "มึงรู้ไหมว่ากรูดีใจแค่ไหน" ... ... "ที่เวลามึงเสียใจ" ... ... "กูเป็นคนแรกที่มึงนึกถึง" ... ...
... นี่แหละที่ผมบอกว่า ...

... 'เพื่อน' ... ... 'คือคนที่เมื่อเราสุข เราไม่เห็นมันอยู่ในสายตา' ...
. . . 'แ ต่ เ ป็ น ค น ไ ม่ มี วั น ป ล่ อ ย ใ ห้ เ ร า ล้ ม ล ง ไ ม่ ว่ า เ ร า จ ะ ไ ป เ จ็ บ ม าจ า ก ไ ห น' . . .


ข้อความดังกล่าว เพื่อนเจด ส่ง Fw mail มาให้ต้อง ขอบใจมันมากๆ
แบบว่า มันโดน มากจริง ๆ อ่านแล้วคิดถึงเพื่อนๆ เลยแหละ อยากบอกว่า เพื่อนๆ ทุกคนต้องเจอกรณีใด กรณีหนึ่ง ที่มี อยู่ใน Case นี้แน่นอน (ส่วนผมโดน ทุก Case เลยแหละ)

ข้อความนี้ ผม ขอฝากให้ เพื่อนๆ ทุกคนนะ
... 'เพื่อน คือคนที่สามารถนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ' ...
... 'แต่ลุกจากกันไปได้เหมือนคุยกันไปนับล้านคำ' ...